อาการเจ็บปวดที่เกิดจากโรคงูสวัด
อัพเดทล่าสุด: 1 ส.ค. 2025
118 ผู้เข้าชม
อาการเจ็บปวดที่เกิดจากโรคงูสวัด
อาการเจ็บปวดที่เกิดจากโรคงูสวัด (Postherpetic Neuralgia) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยจากการโรคงูสวัด จะมีอาการเจ็บปวดแสบร้อนในเส้นประสาทและผิวหนัง อาการเจ็บปวดจะยังคงอยู่ได้หลังจากที่ผื่นและตุ่มน้ำจากโรคงูสวัดหายไปเป็นเวลานาน ความเสี่ยงของอาการเจ็บปวดที่เกิดจากโรคงูสวัดจะสูงขึ้นตามอายุ ซึ่งมักเกิดขึ้นกับผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี อาการปวดไม่มีการรักษาที่หายขาด แต่สามารถรักษาเพื่อบรรเทาอาการได้
อาการ โดยทั่วไปแล้ว อาการเจ็บปวดที่เกิดจากโรคงูสวัดจะจำกัดอยู่ในบริเวณผิวหนังที่เกิดผื่นของโรคงูสวัด ซึ่งมักจะอยู่บริเวณรอบลำตัว ในด้านใดด้านหนึ่ง โดยจะมีอาการดังนี้
สาเหตุ ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส (Chickenpox Virus) เป็นสาเหตุของโรคงูสวัด หากเคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน ไวรัสจะคงอยู่ในร่างกายของเราตลอดชีวิต และไวรัสนี้อาจกลับมาเป็นอีกครั้งและทำให้เกิดโรคงูสวัดได้ ความเสี่ยงจะสูงขึ้นเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น และยังเพิ่มขึ้นหากมีปัจจัยที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง เช่น การรักษาด้วยเคมีบำบัดเพื่อต่อสู้กับมะเร็ง การกินยากดภูมิ เป็นต้น
อาการเจ็บปวดที่เกิดจากโรคงูสวัด เกิดขึ้นเมื่อเส้นประสาทได้รับความเสียหายระหว่างการติดเชื้อของโรคงูสวัด เส้นประสาทที่เสียหายไม่สามารถส่งสัญญาณจากผิวหนังไปยังสมองได้ตามปกติ การรับรู้อาการปวดจึงมากเกินกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดตามแนวเส้นประสาทขึ้นได้
ปัจจัยเสี่ยง สำหรับผู้ที่เป็นโรคงูสวัด ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่ออาการเจ็บปวดที่เกิดจากโรคงูสวัด ได้แก่:
ภาวะแทรกซ้อน ผู้ที่มีอาการเจ็บปวดที่เกิดจากโรคงูสวัดอาจมีปัญหาอื่น ๆ ที่มักเกิดขึ้นร่วมกับอาการเจ็บปวดเรื้อรัง ขึ้นอยู่กับระยะเวลาและความรุนแรงของอาการเจ็บปวดที่เกิดจากโรคงูสวัด ปัญหาอื่น ๆ เช่น
การป้องกัน การฉีดวัคซีนงูสวัด สามารถลดอัตราการเกิดอาการเจ็บปวดที่เกิดจากโรคงูสวัดได้ โดยควรฉีดในผู้ที่
การรักษาอาการปวดที่เกิดจากงูสวัดด้วยการจี้เส้นประสาท (Pulsed Radiofrequency Ablation)
กลไกการทำงาน:
การจี้เส้นประสาท คือการนำเอาพลังงานคลื่นวิทยุกระตุ้นเส้นประสาทที่ส่งสัญญาณความเจ็บปวด โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อหรือเส้นประสาท โดยการจี้เส้นประสาทจะสร้างสนามไฟฟ้าที่ปรับการทำงานของเส้นประสาท โดยเชื่อว่าช่วยลดการส่งสัญญาณความเจ็บปวดและช่วยให้เส้นประสาทฟื้นตัวได้ดีขึ้น
การจี้เส้นประสาทเหมาะกับผู้ป่วยกลุ่มใด
การจี้เส้นประสาทมักจะใช้ในผู้ป่วยที่เกิดจากการติดเชื้องูสวัดที่อาการไม่ดีขึ้นจากการรักษาด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การใช้ยา (ยาต้านชัก, ยาต้านซึมเศร้า, ยาแก้ปวด) หรือการรักษาทางการแพทย์อื่น ๆ เช่น การเลเซอร์ การฉีดยา เป็นต้น
ขั้นตอนการรักษาด้วย PRF:
1. หาตำแหน่งของเส้นประสาทที่มีผลต่ออาการปวดโดยใช้เครื่อง อัลตราซาวด์ (Ultrasound)
2. ใส่เข็มของเครื่อง Pulsed radiofrequency เข้าไปใกล้กับเส้นประสาทที่ต้องการรักษา
3. การกระตุ้นเส้นประสาทด้วยเครื่อง Pulsed radiofrequency โดยใช้ระยะเวลา 5 นาที ที่อุณหภูมิประมาณ 42 องศาเซลเซียสและความถี่ประมาณ 25 Hz
4. หลังการรักษาผู้ป่วยอาจมีอาการเจ็บปวดหรือบวมเล็กน้อย ซึ่งมักจะหายไปภายใน 2-3 วัน
ประสิทธิภาพ:
การศึกษาทางคลินิกแสดงให้เห็นว่าการจี้เส้นประสาท (Pulsed radiofrequency) สามารถช่วยลดอาการปวดและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่ปวดจากโรคงูสวัดได้ แม้ว่าจะไม่สามารถรักษาได้อย่างถาวร แต่สามารถบรรเทาความเจ็บปวดได้นานหลายเดือน
ข้อดีของการจี้เส้นประสาท (Pulsed radiofrequency):
ข้อจำกัด:
สรุปได้ว่าอาการเจ็บปวดที่เกิดจากโรคงูสวัด เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยจากโรคงูสวัด จะมีอาการเจ็บปวดแสบร้อนในเส้นประสาทและผิวหนัง ความเสี่ยงของอาการเจ็บปวดที่เกิดจากโรคงูสวัดจะสูงขึ้นตามอายุ ไม่มีการรักษาที่หายขาด แต่สามารถรักษาเพื่อบรรเทาอาการปวดได้ด้วยหลายวิธี โดยการรักษาด้วยการจี้เส้นประสาทด้วยคลื่นวิทยุนั้นเป็นทางเลือกที่สามารถบรรเทาอาการเจ็บปวดของผู้ป่วยได้ มีความเสี่ยงต่ำ จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบดั้งเดิม
อาการเจ็บปวดที่เกิดจากโรคงูสวัด (Postherpetic Neuralgia) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยจากการโรคงูสวัด จะมีอาการเจ็บปวดแสบร้อนในเส้นประสาทและผิวหนัง อาการเจ็บปวดจะยังคงอยู่ได้หลังจากที่ผื่นและตุ่มน้ำจากโรคงูสวัดหายไปเป็นเวลานาน ความเสี่ยงของอาการเจ็บปวดที่เกิดจากโรคงูสวัดจะสูงขึ้นตามอายุ ซึ่งมักเกิดขึ้นกับผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี อาการปวดไม่มีการรักษาที่หายขาด แต่สามารถรักษาเพื่อบรรเทาอาการได้
อาการ โดยทั่วไปแล้ว อาการเจ็บปวดที่เกิดจากโรคงูสวัดจะจำกัดอยู่ในบริเวณผิวหนังที่เกิดผื่นของโรคงูสวัด ซึ่งมักจะอยู่บริเวณรอบลำตัว ในด้านใดด้านหนึ่ง โดยจะมีอาการดังนี้
- อาการเจ็บปวดที่นานกว่า 3 เดือนหลังจากผื่นงูสวัดหาย
- อาการเจ็บจะมีลักษณะ แสบร้อน แหลมเหมือนเข็มทิ่ม หรือเจ็บจี๊ดๆ
- อาการเจ็บบางครั้งจะเกิดขึ้นแม้มีการสัมผัสเบาๆ หรือโดนลมพัด
- ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการคันหรือการรับรู้ความรู้สึกลดลงได้
สาเหตุ ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส (Chickenpox Virus) เป็นสาเหตุของโรคงูสวัด หากเคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน ไวรัสจะคงอยู่ในร่างกายของเราตลอดชีวิต และไวรัสนี้อาจกลับมาเป็นอีกครั้งและทำให้เกิดโรคงูสวัดได้ ความเสี่ยงจะสูงขึ้นเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น และยังเพิ่มขึ้นหากมีปัจจัยที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง เช่น การรักษาด้วยเคมีบำบัดเพื่อต่อสู้กับมะเร็ง การกินยากดภูมิ เป็นต้น
อาการเจ็บปวดที่เกิดจากโรคงูสวัด เกิดขึ้นเมื่อเส้นประสาทได้รับความเสียหายระหว่างการติดเชื้อของโรคงูสวัด เส้นประสาทที่เสียหายไม่สามารถส่งสัญญาณจากผิวหนังไปยังสมองได้ตามปกติ การรับรู้อาการปวดจึงมากเกินกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดตามแนวเส้นประสาทขึ้นได้
ปัจจัยเสี่ยง สำหรับผู้ที่เป็นโรคงูสวัด ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่ออาการเจ็บปวดที่เกิดจากโรคงูสวัด ได้แก่:
- อายุมากกว่า 60 ปี
- ความรุนแรงของโรคงูสวัด
- โรคประจำตัวอื่นๆ เช่น เบาหวาน
- การรักษาโรคงูสวัดล่าช้า กรณีไม่ได้เริ่มใช้ยาต้านไวรัสภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากที่ผื่นปรากฏ
- ไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด
ภาวะแทรกซ้อน ผู้ที่มีอาการเจ็บปวดที่เกิดจากโรคงูสวัดอาจมีปัญหาอื่น ๆ ที่มักเกิดขึ้นร่วมกับอาการเจ็บปวดเรื้อรัง ขึ้นอยู่กับระยะเวลาและความรุนแรงของอาการเจ็บปวดที่เกิดจากโรคงูสวัด ปัญหาอื่น ๆ เช่น
- ภาวะซึมเศร้า
- ปัญหาในการนอนหลับ
- ความเหนื่อยล้า
- ไม่รู้สึกหิวเหมือนปกติ
การป้องกัน การฉีดวัคซีนงูสวัด สามารถลดอัตราการเกิดอาการเจ็บปวดที่เกิดจากโรคงูสวัดได้ โดยควรฉีดในผู้ที่
- ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติเคยป่วยเป็นโรคอีสุกอีใส
- กลุ่มผู้ป่วยภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ที่ปลูกถ่ายไขกระดูกหรือปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ที่เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองอย่างโรคเอสแอลอี ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เป็นต้น
การรักษาอาการปวดที่เกิดจากงูสวัดด้วยการจี้เส้นประสาท (Pulsed Radiofrequency Ablation)
กลไกการทำงาน:
การจี้เส้นประสาท คือการนำเอาพลังงานคลื่นวิทยุกระตุ้นเส้นประสาทที่ส่งสัญญาณความเจ็บปวด โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อหรือเส้นประสาท โดยการจี้เส้นประสาทจะสร้างสนามไฟฟ้าที่ปรับการทำงานของเส้นประสาท โดยเชื่อว่าช่วยลดการส่งสัญญาณความเจ็บปวดและช่วยให้เส้นประสาทฟื้นตัวได้ดีขึ้น
การจี้เส้นประสาทเหมาะกับผู้ป่วยกลุ่มใด
การจี้เส้นประสาทมักจะใช้ในผู้ป่วยที่เกิดจากการติดเชื้องูสวัดที่อาการไม่ดีขึ้นจากการรักษาด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การใช้ยา (ยาต้านชัก, ยาต้านซึมเศร้า, ยาแก้ปวด) หรือการรักษาทางการแพทย์อื่น ๆ เช่น การเลเซอร์ การฉีดยา เป็นต้น
ขั้นตอนการรักษาด้วย PRF:
1. หาตำแหน่งของเส้นประสาทที่มีผลต่ออาการปวดโดยใช้เครื่อง อัลตราซาวด์ (Ultrasound)
2. ใส่เข็มของเครื่อง Pulsed radiofrequency เข้าไปใกล้กับเส้นประสาทที่ต้องการรักษา
3. การกระตุ้นเส้นประสาทด้วยเครื่อง Pulsed radiofrequency โดยใช้ระยะเวลา 5 นาที ที่อุณหภูมิประมาณ 42 องศาเซลเซียสและความถี่ประมาณ 25 Hz
4. หลังการรักษาผู้ป่วยอาจมีอาการเจ็บปวดหรือบวมเล็กน้อย ซึ่งมักจะหายไปภายใน 2-3 วัน
ประสิทธิภาพ:
การศึกษาทางคลินิกแสดงให้เห็นว่าการจี้เส้นประสาท (Pulsed radiofrequency) สามารถช่วยลดอาการปวดและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่ปวดจากโรคงูสวัดได้ แม้ว่าจะไม่สามารถรักษาได้อย่างถาวร แต่สามารถบรรเทาความเจ็บปวดได้นานหลายเดือน
ข้อดีของการจี้เส้นประสาท (Pulsed radiofrequency):
- ไม่ทำลายเส้นประสาท จึงไม่ทำให้เส้นประสาทเสียหายถาวร
- มีความเสี่ยงต่ำ
- สามารถบรรเทาอาการปวดได้เป็นเวลานาน โดยมีผลข้างเคียงน้อยกว่าการใช้ยาระยะยาว
ข้อจำกัด:
- ประสิทธิภาพอาจแตกต่างกันไปในแต่ละผู้ป่วย
สรุปได้ว่าอาการเจ็บปวดที่เกิดจากโรคงูสวัด เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยจากโรคงูสวัด จะมีอาการเจ็บปวดแสบร้อนในเส้นประสาทและผิวหนัง ความเสี่ยงของอาการเจ็บปวดที่เกิดจากโรคงูสวัดจะสูงขึ้นตามอายุ ไม่มีการรักษาที่หายขาด แต่สามารถรักษาเพื่อบรรเทาอาการปวดได้ด้วยหลายวิธี โดยการรักษาด้วยการจี้เส้นประสาทด้วยคลื่นวิทยุนั้นเป็นทางเลือกที่สามารถบรรเทาอาการเจ็บปวดของผู้ป่วยได้ มีความเสี่ยงต่ำ จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบดั้งเดิม